วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

What are trends in educational technology?


What are trends in educational technology?
-คอมพิวเตอร์มีใช้อย่างทั่วถึงในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่สูงขึ้น และนักเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถเข้าถึงการใช้คอมพิวเตอร์ได้
-นักเรียนเข้าถึงการรับแหล่งข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง
-เทคโนโลยีทางการศึกษาได้ขยายวงกว้างไปยังบ้านและชุมชน
-ครูต้องผู้ที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
-เน็ตเวิร์กเป็นระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
-มีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่เพิ่มขึ้น
-อุปกรณ์เทคโนโลยีทางการศึกษาใหม่ๆได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
-เทคโนโลยีทางการศึกษาได้เปรียบเสมือนพาหนะในการขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญ

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Computer Assisted Language Learning (CALL) in Each Phases

CALL หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ช่วยในการสอนภาษา มีวิวัฒนาการการพัฒนาออกเป็น3 ยุคหลักๆ ดังต่อไปนี้
1.Behaviorist CALL เป็นยุคแรกของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งการใช้อย่างแพร่หลายในราวคริสตศักราช 1960 และ 1970 การเรียนการสอนยังคงเป็นรูปแบบของการฝึกซ้ำๆ ภายใต้หลักการของการสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน โปรแกรมของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในยุคนี้ขึ้นอยู่กับทฤษฏีทางพฤติกรรมในการเรียนรู้ ซึ่งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในยุคนี้ก็มีฮาร์ดแวร์พิเศษเฉาะ อันได้แก่ แบบฝึกหัดเกี่ยวกับแบบฝึกหัด คำอธิบายไวยากรณ์อย่างย่อ และข้อสอบการแปล
2.Communicate CALL ขึ้นอยู่กับทฤษฏีการสอนแบบ Communicative Teaching Approaches เริ่มต้นขึ้นราวคริสตศักราช1970และต้นคริสตศักราช1980 การสอนในรูปแบบนี้นั้นเน้นการส่งเสริมการสนทนาในสถานการณ์และบริบทจริง ซึ่งในรูปแบบแรกนั้นคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เสมือนครูสอนพิเศษทีให้ทางเลือก ควบคุม และการบูรณาการณ์ อีกเป็นทั้งผู้กระตุ้นความสนใจและเป็นเครื่องมือแก่ผู้เรียนไปพร้อมๆกัน ต่อมานักเรียนเกิดการเข้าใจและใช้ภาษาผ่านโปรแกรม Word Processing, Spelling และGrammar Checking เป็นต้น
3. Integrative CALL ปรากฏขึ้นราวปลายคริสตศักราช1980 และต้นปี1990 การเรียนการสอนยุคนี้มีคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียและอินเตอร์เน็ตมาเป็นเทคโนโลยีที่สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ทางภาษาในการบูรณาการณ์ทักษะทางภาษาทั้งสี่เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งทำให้บรรยากาศการเรียนภาษาของนักเรียนนั้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีความสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันที่ให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และอุปกรณ์การเรียนอยู่ตลอดเวลา ต่อไปก็คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจมากนักที่เห็้นการเรียนแบบ EFL อาจใช้กระบวนการเรียนแบบCALL ก็ได้ในอนาคตอันใกล้

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

Multiple Intelligences

คิดค้นโดย Howard Gardner โดยเชื่อว่าผู้เรียนมีจุดแกร่งในการเรียนรู้ที่ต่างกัน และถ้าผู้เรียนรู้จุดแกร่งของตนเองแล้วจะทำให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น  โดยความสามารถมี:
-ความสามารถในการสื่่อสารภาษา: เสียง, ความหมายและจังหวะของคำ
-ความสามารถทางด้านตรรกะศาสตร์ : มีความสามารถในหารคิดโดยมีหลักการ
-ความสามารถทางดนตรี: ความสามารถในการออกเสียง จังหวะที่เหมาะสม 
-ความสามารถในการจินตนาการ: ความสามารถในการคิดในการจินตนาการและจดจำเป็นรูปภาพ
-ความสามารถในการมีมนุษยสัมพันธ์: ความสามารถในการโต้ตอบกับอารมณ์ที่เหมาะสม
-ความสามารถในความเข้าใจตนเอง: ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึก คุณค่า  ความเชื่่อและ กระบวนการคิดในตนเอง
-ความสามาถในความเข้าใจธรรมชาติ: พืช สัตว์ และสิ่งอื่นทางธรรมชาติ
-ความสามารถในความเข้าใจการมีชีวิต: สามารถตอบคำถามที่ลึกซึ้งของการมีชีวิตอยุ่ของมนุษย์ได้

Whole Language Approach

-เน้นการสอนภาษาจากภาพรวม
-ทดสอบโดยใช้การอ่านและการเขียน
-มีสองทักษะการเขียนที่เหมาะกับกานสอนแบบWhole language leaarning:
  -process writing: กระบวนการเขียน
  -journal keeping: สิ่งที่นักเรียนอยากจะสื่อสารกับครู(ครูเขียนตอบโต้โดยไม่เน้นความถูกผิดในการเขียน)


Cooperative Learning

Cooperative learning หรือการเรียนแบบร่วมมือ
-ครูไม่เพียงสอนภาษาแต่ยังสอนให้ทำงานกันเป็นกลุ่มอีกด้วย
-นักเรียนมักจะเรียนกันในกลุ่มเดิมในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อที่จะเรียนรู้การทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น
-แม้ว่านักเรียนจะทำงานกันเป็นกลุ่มแต่นักเรียนแต่ละคนก็มีงานเดี่ยวไห้รับผิดชอบ
-ความรับผิดชอบและความสามารพในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะได้ร่วมกันแบ่งปัน
-สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มควรถูกกระตุ้นให้มีความรับผิดชอบ


Task-Based Instruction(TBI)

 -TBI เน้นในเรื่องของภาษาที่ใช้ในสถานการณ์จริงและงานที่ใช้ภาษาเป้าหมาย ใช้ภาษาเพื่อทำงานให้สำเร็จ
- การประเมินจะประเมินจากงานมากกว่าความถูกต้องของรูปแบบภาษา
-เป็นที่นิยมในการพัฒนาความคล่องแคล่วและความมั่นใจของนักเรียนในการใช้ภาษาเป้าหมาย
-กิจกรรมการเรียนรู้มีจุดประสงค์และผลงานที่ชัดเจน
-นักเรียนทำงานก่อนเรียนที่เหมือนกันพร้อมกันก่อนที่จะทำงานในลักษณะเดียวกันนี้รายเดี่ยว
-ครูสอนโดยแบ่งเป็นเนื้อหาทีละขั้นละเอียดขึ้นเรื่อยๆเพื่อฝึกกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลแก่ผู้เรียน
-ครูใช้ทุกภาษาที่ทำให้นักเรียนเข้าใจได้
-ครูแก้ไขความผิดพลาดในการใช้ภาษาเป้าหมายของผู้เรียนโดยการกล่าวซ้ำในรูปแบบที่ถูกต้อง
-ใช้jigsaw task เพื่อพัฒนนาทักษะการพูดและการฟัง
-นักเรียนได้รับผลตอบรับในความสำเร็จในการเรียนภาษาโดยการได้รับคะแนน

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

Content-Based Instruction(CBI)

เป้าหมายของการเรียนแบบCBI หรือภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ คือเตรียมผู้เรียนเรียนรู้ภาษาจากบทความของแต่ละวิชา และใช้สื่อการเรียนรู้แบบของจริง มีหลักการที่น่าสนใจดังนี้
-เนื้อหาของรายวิชาใช้ตามจุดประสงค์การสอน
-ครูจะสร้าง/ทบทวนบทเรียนจากความรู้เดิมของผู้เรียน
-ครูสอนเนื้อหาจากง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้นตามลำดับ
-ผู้เรียนเรียนภาษาและเนื้อหาภายในเนื้อหาของสื่อการสอนจริงและงานจริ
-ความสามารถในการสื่อสารมีทั้งความสามารถในการอ่าน อภิปราย เขียนเกี่ยวกับบทความโดยการบูรณาการจากวิชาอื่นๆ